Toyota ปรับโครงสร้างผลิตรื้อ R&D

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนการปรับโครงสร้างเชิงรุกทั้งบริษัท ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายในสายการผลิตลง ด้วยการพยายามเพิ่มชิ้นส่วนที่สามารถใช้งานได้ในรถยนต์หลากหลายรุ่นเพื่อเป็นการควบคุมต้นทุน รวมถึงการพัฒนารถยนต์ที่ประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น

อากิโอ โตโยดะ ประธาน โตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศแผนการดำเนินงาน ในด้านกลยุทธ์การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในด้านการเจริญ เติบโตของโตโยต้านับจากนี้ หลังจากที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตไปมาก

การยกเครื่องธุรกิจครั้งใหญ่นี้ จะเน้นไปที่การพัฒนาโมดูลรถยนต์ที่สามารถใช้แพลตฟอร์มเดียวกันได้ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตโตโยต้าจะต้องมียอดขายที่มากกว่า 10 ล้านคันต่อปี

สิ่งสำคัญของการใช้แพลตฟอร์มเดียวกันคือ ความสามารถในการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้มากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนการจัดซื้อชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ ทำให้การออกแบบรถยนต์จะต้องพยายามลดความซับซ้อนในการใช้ชิ้นส่วนลง โดยมีความจำเป็นที่จะต้องลดต้นทุนที่ฟุ่มเฟือยลงกว่าครึ่ง เพื่อให้สามารถนำงบประมาณไปใช้สำหรับการลงทุนขยายสายการผลิตในอนาคตได้

แนวทางการพัฒนาเครื่องยนต์ต่อจากนี้นั้นจะต้องมีประสิทธิภาพและมีอัตราการสิ้นเปลืองดีขึ้น 25% แต่ต้องให้พละกำลังเพิ่มขึ้น 15% รวมไปถึงแผนการพัฒนาระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ที่จะรองรับพริอุสรุ่นใหม่ซึ่งมีการออกแบบใหม่ และจะต้องประหยัดน้ำมันมากขึ้นราว 15% ด้วย

มิตซูฮิสะ กาโตะ รองประธานฝ่ายบริหารด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของโตโยต้ากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงแผนการดำเนินงานครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในการลดต้นทุนเท่านั้น แต่หมายถึงการผลิตรถที่ดีขึ้นกว่าเดิม และโตโยต้ามองว่านี่คือช่วงเวลาที่ดี ในการปรับปรุงพัฒนาสายการผลิต ที่จะเรียกแผนงานดังกล่าวว่า “Toyota New Global Architecture” หรือ “TNGA” ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์พร้อมกันหลาย ๆ รุ่น ที่จะสามารถพึ่งพาการใช้ชิ้นส่วนแต่ละโมดูลร่วมกันได้ ซึ่งรถรุ่นแรกที่ถูกผลิตอยู่ภายใต้โครงการดังกล่าวน่าจะเป็นรถยนต์ซี เซ็กเมนต์ ขับเคลื่อนล้อหน้า ที่น่าจะเปิดตัวช่วงปลายนี้ ซึ่งรถในตระกูลดังกล่าวที่เราเห็นในปัจจุบันก็มีทั้งพริอุสไฮบริด, โคโรลล่า และเลกซัส ซีที ซึ่งโตโยต้าก็ยังไม่ยืนยันว่าจะเป็นรถรุ่นใด แต่คาดการณ์กันว่าพริอุสน่าจะเป็นรถรุ่นแรกที่นำร่องในโครงการดังกล่าว และจำนวนรถยนต์ในไลน์อัพของโตโยต้ากว่าครึ่งหนึ่งจะถูกนำมาพัฒนาภายใต้ โครงการดังกล่าวภายในปี 2563

เป้าหมายระยะยาวของโครงการคือ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมที่จะทำให้ สามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น สามารถลดระยะเวลาการดำเนินงานที่ซับซ้อนและลดต้นทุน ซึ่งนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ การออกแบบรถและพัฒนาคุณภาพรถให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1427904083 ภาพจาก http://wongbanten.com/wp-content/uploads/2014/06/loker-toyota.jpg